ข้ามไปยังทูลบาร์

วิชาไสย: วิชาพลิกชีวิต

วิชาไสย เวทย์มนต์คาถาอาคมต้องใช้ให้ถูก ถึงจะกลายเป็นยาวิเศษพลิกชีวิต

วิชาไสยคืออะไร ถ้าให้ผมตอบผมก็จะตอบว่า วิชาไสยก็คือไสยศาสตร์นั่นแหละ ศาสตร์แปลว่าวิชา แปลกันแบบตรงๆ กำปั้นทุบดินกันเลยครับ หรือถ้าจะเอาแบบเป็นทางวิชาการหน่อยก็ต้องไปยืมมาจาก wikipidia อย่างนี้เลยครับ

“ไสยศาสตร์ หมายถึง วิชาทางไสย อันเป็นลัทธิเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถาที่เชื่อว่ามาจากศาสนาพราหมณ์ โดยเฉพาะจากคัมภีร์อถรรพเวท การสมาธิ การลงเลขยันต์ ที่มีพิธีเพื่อให้เกิดสิริมงคลป้องกันอันตรายต่อตนเองหรือทำอันตรายต่อผู้อื่น”

เอาจริงๆ อย่าไปสนใจเรื่องคำนิยามกันเลยนะครับ วิชาไสยก็คือเรื่องเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังทุกประเภท เป็นสิ่งที่มีมา ทุกยุคทุกสมัย และมีบันทึกไว้ทุกศาสนา ทุกความเชื่อตลอดจนทุกสังคมทั่วโลกเลยครับ ของฝรั่งเขาก็มีแม่มดนะครับ มี Voodoo คือลองเสิร์ชดูเถอะครับ ทุกประเทศมีหมด เพราะหลายคนพบเจอประสบการณ์กันมา แต่เรื่องวิชาไสยนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลครับ ไม่มีใครเขาเอามาเล่ากัน เพราะมันต่างกรรมต่างวาระ เกิดครั้งนี้แบบนี้ ครั้งหน้าก็จะเป็นอีกแบบไป

สำหรับวิชาไสยในไทยเรานั้นที่เห็นชัดๆ ก็เรื่องของเครื่องรางของขลัง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในวิชาไสยนั่นแหละครับ และอีกอย่างคือเรื่องของคาถาอาคมครับ

เครื่องรางของขลัง ก็คือวัตถุต่างๆ ที่เรานับถือและบูชา เป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์ บันดาลมงคลต่างๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นว่านยา, เพชรพลอย, งาช้าง, หางจิ้งจก, รักยม,ไม้งิ้วดำ, ตะขอช้าง รวมไปถึงเหล็กไหล,ผ้ายันต์, ตะกรุด, เบี้ยแก้,ผ้าประเจียด,เสื้อยันต์,ลูกอม,เขี้ยวเสือกลวง,ไม้ครู,มีดหมอ,กุมารทอง,ฤาษี,ชูชก,หุ่นพยนต์,ปลัดขิก,น้ำเต้า,กะลาตาเดียว,ราหูอมจันทร์,หมากทุย,เชือกคาดเอว,เชือกคาดแขน,แหวนพิรอด,นางกวัก,พ่อเฒ่า พ่อแก่, ท้าวเวสสุวรรณ และอีกมากมายที่ผมสาธยายได้ไม่หมด

วิชาไสย

เรื่องของวิชาไสยนั้น มักจะใช้เวทมนต์และพิธีกรรมเป็นหลักสำคัญ ถ้านำมนต์มาใช้ในการก่อกรรมชั่วเรียกว่า  “ไสยดำ” ที่ถือว่าเป็นวิชามาร ใช้เพื่อทำลายทำร้ายคนอื่น เพียงเพื่อให้ได้ตามที่ตนเองต้องการ ที่คนในสมัยโบราณนั้นนิยมศึกษากันมาก เพื่อจะได้เป็นคนเหนือคน แท้ที่จริงแล้วถือเป็นกิเลสกองโตที่ทำให้คนหลงผิดได้ง่าย

คนที่เรียนวิชาไสย แบบไสยดำนั้น ส่วนใหญ่จะเอาวิชาไสยที่ร่ำเรียนมา นำใช้ฟาดฟันฝ่ายตรงข้าม ไม่นับถือสิ่งใดนอกจากครูผู้ประสิทธิ์วิชาให้เท่านั้น คนพวกนี้มีทั้งวิชาไสยที่จะใช้เพื่อเล่นงานผู้อื่นและแก้คุณไสยด้วยตัวเองได้ด้วย

ขณะที่คนที่เรียนวิชาไสย ชำนาญเรื่องมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์อีกสายหนึ่ง ที่เน้นทางกุศลจะเรียกว่า “ไสยขาว” เรียนมาคนละแนวกับไสยดำ คนที่มีวิชาไสยขาวนั้นต้องมีวิชาเหนือกว่าคนที่ทำไสยดำถึงจะแก้ทางกันได้ วิชาไสยขาวในความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น คือเรื่องดีไม่มีโทษภัย เพราะใจที่เป็นกุศลคิดช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์ของบ้านเรานั้นท่านอยู่ในวิชาไสยขาวเกือบทุกท่าน โดยถือว่าวิชาไสยเป็นแค่ของเล่น และจะนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากได้ยากเท่านั้น แต่ครูบาอาจารย์ท่านใดจะเก่งด้านไหนต้องหมั่นสังเกตเอาเอง

โดยหลักความเชื่อแต่โบราณแล้ว คนที่เล่นวิชาไสยขาว แม้ว่าจะมีกำลังวิชาสูงมากกว่าไสยดำ ท่านจะไม่ยอมเสกของไปเล่นงานใคร เว้นแต่สะท้อนของนั้นกลับไปให้คนที่ใส่คุณไสยดำมาให้คนที่เดือดร้อนเท่านั้น เพราะวิชาไสยขาวจะต้องถือศีลเคร่งครัด และห้ามเล่นงานผู้อื่น ไม่อย่างนั้นแล้ววิชาที่มีในตัวจะเสื่อมลงทันที

และยังมีความเชื่อกันอีกว่า คนที่เล่นวิชาไสยดำ จะมีสีหน้าที่หมองคล้ำ ไม่มีสง่าราศี แตกต่างจากผู้ที่เล่นวิชาไสยขาว สำหรับแกคุณไสยดำนั้น หน้าตาจะอิ่มเอม ผ่องใส เพราะจิตที่ไม่ได้มุ่งมาดทำร้ายใครย่อมเป็นกุศลในตนเองอยู่แล้ว และผู้มีวิชาไสยขาวเองต้องเน้นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับอาถรรพ์ร้ายที่ได้ขับไล่ออกไปจากไสยดำด้วย

คนที่อยากเรียนวิชาไสยนั้น ส่วนใหญ่อยากเรียนเพราะอยากมีอะไรเหนือกว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์นะครับ บางคนอยากได้คาถาบทนั้นบทนี้เผื่อจะมีคนมาชอบบ้าง อยากรวยกว่าเดิม เพราะเราแต่ละคนมีปัญหาในชีวิตแตกต่างกันไป มีข้อจำกัดต่างๆ นานา จึงหันหน้ามาทางวิชาไสย ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตแบบหนึ่ง เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ได้ และสามารถใช้ได้กับคนทั่วโลกในทุกศาสนา เพียงแต่หลายคนกลับดูหมิ่นวิชาไสย ทิ้งขว้างไว้โดยอ้างตนว่าเป็นอารยชน แม้ว่าตนจะยกมือไหว้อธิษฐานขอพรจากสิ่งใดๆ ก็ยังไม่วายจะเหยียดหยาม

วิชาไสย เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต เพราะทุกอย่างมาจากจิต หากทุกคนสามารถฝึกจิตได้เท่ากัน ใช้คาถาบทเดียวกัน ในพิธีกรรมเดียวกัน ย่อมได้ผลเหมือนกันแน่นอน วิชาไสยเป็นวิชาที่เชื่อมโยงจิตของมนุษย์เข้ากับ Super Power หรือที่เราเรียกกันว่าสิ่งลี้ลับนั่นแหละครับ ก็คือสิ่งสมมติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พระเจ้า เทพ ปีศาจ ผี วิญญาณ อาถรรพ์ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่จิตนั้นสัมผัสได้

แต่ละคนที่อยากจะเรียนวิชาไสย ก็มีแนวทางของตัวเองแตกต่างกันไป บางคนอ่านจากตำราแล้วฝึกฝนอย่างหนัก บางคนสืบทอดมาจากการเรียนรู้ผ่านครูบาโดยตรง ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม หากฝึกฝนจนช่ำชองและปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอน ย่อมได้ผลดีเหมือนกันทั้งสิ้น แต่หลายเคล็ดวิชาที่เราเรียกวิชาไสยชั้นสูงนั้น จำเป็นต้องมีการถ่ายทอดวิชาจากครูบาอาจารย์โดยตรง เพื่อให้เกิดแรงครู ช่วยประสิทธิ์ให้สำเร็จในวิชานั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่นวิชาปรอท, วิชาเสน่ห์ชั้นสูง เป็นต้น

ถ้าอยากศ฿กษาวิชาไสยต้องตั้งใจฝึกฝนและขอให้ไปคนดีครับ แล้วคุณจะได้พบครูบาอาจารย์เอง