ข้ามไปยังทูลบาร์

มนต์คาถาอาคม

มนต์คาถาอาคม นั้นไม่ใช่ยาวิเศษ สวดปุ๊บได้ปั๊บ การใช้ มนต์คาถาอาคม ต้องเข้าใจหลักการให้ถูกต้องก่อนเพื่อจะได้รู้จริงก่อนนำไปใช้

แต่ละคนที่วิ่งเข้ามาหาครูบาอาจารย์เพื่อขอ มนต์คาถาอาคม ต่างหวังว่าเมื่อได้คาถาไปแล้วจะกลายเป็นผู้วิเศษ พอมีฤทธิ์มนต์จะเหมือนเป็นดาราเนื้อหอม มีคนมาชอบมารัก ทนทานเราได้ทุกสภาวะอารมณ์

จริงๆ แล้ว มนต์คาถาอาคม ทางสายขาว หรือที่บางคนเรียกว่ามนต์ไสยขาว ก็เป็นเหมือนน้ำหอมชั้นดี ที่เมื่อประพรมไป เนื้อตัวเราก็จะมีกลิ่นที่หอม ดึงดูดใจคนเมื่อได้กลิ่น การสวดมนต์คาถานี้ จะทำให้ผู้พบเห็นเรารู้สึกถูกชะตา อยากคบหาพูดคุยด้วย เมื่อพูดคุยก็จะรู้สึกถูกอัธยาศัยใจคอกันง่ายขึ้น ทำอะไรก็ไม่รู้สึกขัดเคืองตา แล้วหากวาสนาต้องกันก็จะนำพาให้เป็นคู่ไปยาวนาน ตามวาสนาที่มีต่อกัน เมื่อหมดวาสนาก็ยังเป็นกัลยาณมิตร มีึวามผูกพันที่ดีต่อกันไป

มนต์คาถาอาคม

ต่างจากมนต์ดำ ที่ใช้วิญญาณภูติ วิญญาณพราย หรืออาถรรพ์มาออกแรงช่วย โดยไม่เน้น มนต์คาถาอาคม ทางด้านพระหรือเทพนัก เรียกว่าเน้นความแรง เห็นผลทันตา แต่อาจจะเป็นผลแบบชั่ววูบวาบ คล้ายดั่งคนใช้ยาปลุกเซ็กส์ ยาหมดฤทธิ์ก็หมดอารมณ์กันไป คุ้มดีคุ้มร้ายอาจกลายเป็นบาปต่อกันไปข้ามภพข้ามชาติ

สังเกตง่ายๆ สำหรับมนต์ขาวนั้น จะไม่มีอะไรมากกว่า  มนต์คาถาอาคม ที่อ้างถึงพระรัตนตรัยหรือเทพยดาต่างๆ ให้น้อมนำเอาบุญเดิม กรรมดี มาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้สวดกับหญิง/ชายที่เราหมายปอง ให้ได้รักกัน หรือคืนดีกัน หรืออยู่ร่วมหอกัน

วิธีการทีซับซ้อนขึ้นมาหน่อยก็คือเรื่องการจุดเทียนเรียกจิต โดยใช้การเขียนอักขระเลขยันต์และใช้ มนต์คาถาอาคม โดยอาจารย์ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างถูกต้องเป็นผู้ดำเนินการให้ และนำมาสวดซ้ำโดยผู้ที่หวังผลอีกครั้ง

ดังนั้น การใช้  มนต์คาถาอาคม เหมาะกับคนที่หวังรักกันยาวๆ อยู่เป็นคู่มิตร ไม่มีบาปฤทธิ์ติดตัวต่อกัน ส่วนสายมนต์ดำ ที่ไม่สนใจ  มนต์คาถาอาคม ก็ต้องเน้นเร็วแรงแซงทางโค้ง รีบโกยรีบจบ แต่สุดท้ายอาจพบกับกรรมที่ติดตามกันไป ซึ่งยาวนานกว่าฤทธิ์ของมนต์แน่นอน